แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระน่ารู้ แสดงบทความทั้งหมด

เตือนแล้วนะ!! ทานเห็ดป่าในช่วงหน้าฝน ระวังพลาดเจอเห็ดพิษร้ายแรงอันตรายถึงชีวิต!


รอง นพ.สสจ.เชียงใหม่ เตือนทานอาหารป่าในช่วงหน้าฝน ระวังพลาดทานเห็ดพิษร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต  ล่าสุดมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาแล้วยกครัวรวม 4 ราย พร้อมยืนยันว่าการใช้ช้อนเงินตรวจไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นเห็ดพิษหรือไม่
วันนี้(10 ส.ค. 58) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงนี้ชาวบ้านในหลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่ ต่างมีรายได้เสริมในช่วงหน้าฝนจากการเก็บเห็ดป่าออกวางขาย เนื่องจากฝนที่ตกต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้เห็ดป่าหลายชนิดออกเป็นจำนวนมากเนื่องจากอากาศและสภาพแวดล้อมเหมาะสม ซึ่งเห็ดที่มีการวางขายและเป็นที่นิยม ได้แก่ เห็ดไข่ห่านสีเหลือง, เห็ดไข่ห่านสีขาว, เห็ดแดง, เห็ดโคน, เห็ดหล่ม และเห็ดห้า เป็นต้น โดยชาวบ้านหลายรายมีรายได้จากการเก็บเห็ดขายวันละกว่า 1,000 บาท
ดร.สุรสิงห์ วิศรุตรัตน รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูฝนเป็นช่วงที่มีเห็ดป่าชนิดต่างๆ ออกเป็นจำนวนมาก และเป็นที่นิยมของผู้คนทั่วพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในการนำมาปรุงเป็นอาหารรับประทาน อย่างไรก็ตาม พบว่ามีเห็ดพิษหลายชนิดเช่นกันที่มีลักษณะคล้ายเห็ดป่าที่รับประทานได้ ทำให้มีผู้ที่หลงเข้าใจผิดและรับประทานเข้าไปได้รับอันตราย ซึ่งมีความรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณและชนิดของเห็ดพิษที่รับประทานเข้าไป
ทั้งนี้ ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพิ่งพบผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาอาการป่วยจากการรับประทานเห็ดพิษเข้าไป 4 รายในพื้นที่อำเภอไชยปราการ โดยผู้ป่วยทั้งหมดเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ล้มป่วยจากการนำเห็ดพิษมาปรุงอาหารรับประทานในครอบครัว อย่างไรก็ตาม แพทย์สามารถทำการรักษาได้ทันจึงไม่มีผู้เสียชีวิต โดยกลุ่มนี้นับเป็นกลุ่มที่สองแล้ว หลังจากที่ช่วงก่อนหน้านี้ประมาณ 1 เดือนมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษามาแล้ว แต่ทั้งนี้ในปีนี้ยังไม่มีผู้เสียชีวิตจากการรับประทานเห็ดพิษแต่อย่างใด ขณะที่ในปี 2557 ที่ผ่านมา จังหวัดเชียงใหม่มีผู้ป่วยจากการรับประทานเห็ดพิษ 63 ราย และมีผู้เสียชีวิตด้วย
ดร.สุรสิงห์เตือนถึงผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานเห็ดป่าว่า หากไม่รู้จักหรือแม้แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นเห็ดที่รับประทานได้หรือไม่ก็ห้ามรับประทานอย่างเด็ดขาดเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น หรือหากมีการรับประทานเห็ดป่าก็ควรรับประทานแต่น้อย เผื่อในกรณีที่เป็นเห็ดพิษอาจจะมีความรุนแรงของอาการน้อยลง และในกรณีที่รับประทานเห็ดพิษเข้าไปให้รีบทำให้อาเจียนออกมาให้มากที่สุด พร้อมเก็บตัวอย่างเห็ด และพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ย้ำด้วยว่าความเชื่อในการใช้ช้อนเงินตรวจสอบว่าเห็ดมีพิษหรือไม่นั้นเป็นความเชื่อที่ไม่เป็นความจริง

ที่มาและเนื้อหาจาก http://social.tnews.co.th/content/156215/
คลิปยูทูปจาก T News Online
เผยแพร่เมื่อ 9 ส.ค. 2015



รู้จักไหม?..."ทุเรียนสีรุ้ง" ในอินโดนีเซีย



โดย เคหการเกษตร ข้อมูล: Trubus Magazine

นิตยสาร Trubus ของอินโดนีเซียได้ไปเยี่ยมสวนทุเรียนที่ปาปัว ซึ่่งเป็นจังหวัดทางตะวันตกของอินโดนีเซีย และคาดว่าทุเรียนสีรุ้ง หรือทุเรียน Pelangi นี้สามารถพัฒนาไปเป็นทุเรียนคุณภาพเยี่ยมได้ในอนาคต

โอกาสนี้เคหการเกษตรจึงได้นำข้อมูลบางส่วนมาแลกเปลี่ยนให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนตลอดจนชาวสวนไม้ผลอื่นๆ ของไทยได้ชมความหลากหลายของพันธุ์ทุเรียนอินโดนีเซีย ซึ่งสีของเนื้อผลออกแดงระเรื่อดูน่ารับประทานเป็นอย่างยิ่งค่ะ

ทุเรียน Pelangi หรือทุเรียนสีรุ้ง มีเนื้อประมาณ 33-38% ของผลทุเรียน เนื้อหวานหอมคล้ายคาราเมล เป็นที่ชื่นชอบของคอทุเรียนในอินโดฯ อีกทั้งให้ผลผลิตสูงประมาณ 600 ผลต่อต้นในหนึ่งฤดูกาล น้ำหนักต่อผลเฉลี่ยประมาณ 2 กิโลกรัม ให้ผลผลิตปีละ 2 ครั้ง โดยเนื้อทุเรียนรสชาติหอมหวานคล้ายคาราเมลนี้มีเนื้อสีเหลืองทองแดง ปนด้วยสีชมพูและแดง ซึ่งบางครั้งมีสีแดงเข้ม

ทุเรียนสีรุ้งในอินโดนีเซียพันธุ์ต่างๆ
พันธุ์มาร่อน (Maron) จากบันยุวังกี ทางตะวันออกของอินโดนีเซีย  

พันธุ์เทรทส์ (Tretes)

พันธุ์บูลันกัน (Bulungan) จากกาลิมันตัน ทางตะวันออกของอินโดฯ

พันธุ์ไลซิน (Licin)

พันธุ์เซ็กซี่พิงค์ (Sexy Pink)

พันธุ์ราจา ไตรราซา (Raja Trirasa)

พันธุ์วายุท (Wayut)

ทุเรียนสายรุ้งเหล่านี้ถูกจำหน่ายไปยังเมืองต่างๆ เช่น บูลันกัน กาลิมันตัน บันยุวังกี และมะหนกวารี เป็นต้น
ขอบคุณที่มาเนื้อหาและภาพจาก www.kehakaset.com

เกิดอะไรขึ้น 1 ชั่วโมงหลังจากดื่มโค้ก 1 กระป๋อง


1) 10 นาทีแรกหลังจากดื่มโค้ก 1 กระป๋อง:

น้ำตาล 10 ช้อนชาได้เข้าไปในระบบของร่างกายของคุณแล้ว (10 ช้อนชา = 100% ของปริมาณน้ำตาลที่ควรได้รับต่อวัน) แต่เหตุผลที่คุณไม่อาเจียนออกมาทันนี้ด้วยความหวานที่มากจนเกินไปนี้เป็นเพราะ กรดฟอสฟอริก (สารปรุงรส) และ การปรุงแต่งรสชาติต่างๆ ใน โค้ก ทำให้ลดรสความรู้สึกหวานอันมากที่คุณควรรับรู้ให้น้อยลง ซึ่งมีผลทำให้คุณไม่อาเจียน โค้ก ออกมา

2) 20 นาทีหลังจากดื่มโค้ก 1 กระป๋อง:

ปริมาณน้ำตาลในเลือดของคุณพุ่งสูงขึ้น ซึ่งทำให้เกิดการผลิต อินซูลิน ปริมาณสูงเช่นกัน (อธิบายแบบง่ายๆ อินซูลินมีไว้ความคุมระดับน้ำตาลในเลือด) ผลตอบสนองที่จะเกิดขึ้นคือตับของคุณจะทำการเปลี่ยนน้ำตาลที่มีอยู่ (ซึ่งมีมากอยู่ในขณะนั้น)ให้เป็นไขมัน

3) 40 นาทีหลังจากดื่มโค้ก 1 กระป๋อง:

การดูดซับคาเฟอีนเสร็จสมบูรณ์ ม่านตาของคุณเกิดการขยาย และ ความดันของคุณเพิ่มขึ้น เพราะเป็นการตอบสนองจากการที่ตบของคุณปล่อยน้ำตาลลงในกระแสเลือด รวมทั่ง ตัวรับอะดีโนซีน (Adenosine Receptor) ถูกบล็อคทำให้คุณไม่ง่วงนอน (อธิบายแบบง่ายๆ เวลาคุณตื่น อะดีโนซีน จะเริ่มก่อตัวในสมองเรา ซึ่งมันจะไปเกาะกับ ตัวรับอะดีโนซีน ในสมองทำให้เราง่วงนอน และ อยากไปพักผ่อน แต่คาเฟอีนจะสามารถบล็อค ตัวรับอะดีโนซีน ซึ่งจะทำให้อะดีโนซีนไม่สามารถเกาะได้ เราก็เลยจะไม่รู้สึกง่วงนอนนั้นเอง)

4) 45 นาทีหลังจากดื่มโค้ก 1 กระป๋อง:

ร่างกายของคุณจะผลิต โดพามีน (สารความสุข) ออกมา และ กระตุ้นจุดรับรู้ความสุขในสมองคุณ ซึ่งเหมือนกับผลที่เราจะได้รับถ้าเราใช้ยาเสพติดอย่างเฮโรอินเป็นต้น

5) >60 นาทีหลังจากดื่มโค้ก 1 กระป๋อง:

กรดฟอสฟอริก ทำการผูกตัวเองกับ แคลเซียม แมกนีเซียม และ ซิงค์ ในลำไส้เล็ก ซึ่งจะเพิ่มการเผาผลาญของร่างกายบวกกับน้ำตาลปริมาณสูง และ น้ำตาลเทียม ที่คุณได้รับจาก โค้ก สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการเพิ่มอัตราการสูญเสียแคลเซียมจากการปัสสาวะ

6) >60 นาทีหลังจากดื่มโค้ก 1 กระป๋อง:

คาเฟอีนเริ่มมีผลกับระบบปัสสาวะของคุณ (อธิบายแบบง่ายๆ ก็คือทำให้คุณอยากฉี่มาก และ บ่อยขึ้นนั้นเอง) โดยหลังจาก กรดฟอสฟอริก ที่ได้ทำการผูกตัวเองกับ แคลเซียม แมกนีเซียม และ ซิงค์ แล้ว (ซึ่ง แคลเซียม แมกนีเซียม และ ซิงค์ ควรที่จะถูกนำไปเสริมสร้างกระดูก) ก็จะถูกขับออกมาพร้อมๆ โซเดียม เกลือแร่ และ น้ำ ในเวลาที่คุณฉี่

7) >60 นาทีหลังจากดื่มโค้ก 1 กระป๋อง:

หลังจากผลของการดื่ม โค้ก ในทุกอย่างที่ว่ามา (1-6) หมดลง คุณก็จะเริ่มรับรู้ถึง “อาการถอน น้ำตาล” ซึ่งอาจทำให้คุณมีอาการ หงุดหงิด และ/หรือ เฉื่อยชา แต่สิ่งที่สำคัญคือนอกจากการที่คุณได้ขับน้ำทั้งหมดที่คุณได้รับจาก โค้ก ออกมากับการฉี่แล้ว ในฉี่ของคุณที่ถูกขับออกไปก็ยังเติมไปด้วย สารอาหารที่มีคุณค่ามากมายต่อการสร้างความชุ่มชื้นให้กับร่างการ และ การสร้างกระดูก และ ฟันที่แข็งแรงอีกด้วย

** ดังนั้นก่อนดื่ม โค้ก ครั้งต่อไปจงลองคิดให้ดีก่อนนะ*

“ไช่กัว” ผักกาดดองแห้ง ความอร่อยคู่ครัว

ไช่กัว ผักกาดดองแบบแห้ง

 เรื่องการหมักดองนั้น เป็นภูมิปัญญาของคนโบราณที่ใช้ถนอมอาหารให้สามารถเก็บไว้กินได้นาน หรือเก็บไว้กินในยามที่อยู่นอกฤดูกาลของอาหาร การหมักดองนั้นทำได้ทั้งกับเนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีส่วนผสมและวิธีการหมักที่แตกต่างกันไป
       
       ที่เราคุ้นเคยกันดีก็เห็นจะเป็นพวกผักดองทั้งหลายที่วางขายอยู่ตามท้องตลาด มีทั้งหมักดองแบบไทยๆ และหมักดองแบบชาวจีน โดยเฉพาะพวกผักกาดดองนั้น เราสามารถนำมาเป็นเครื่องเคียง หรือเป็นส่วนหนึ่งในเมนูอาหารได้หลากหลายจาน 


ไช่กัวแห้ง ก่อนนำไปปรุงอาหารต้องล้างน้ำออกหลายๆ น้ำ

   แต่ที่ “108 เคล็ดกิน” จะชวนมาทำความรู้จักกันในครั้งนี้ เป็นผักกาดดองแบบแห้ง หรือที่เรียกว่า “ไช่กัว” (ไฉ่กัว, ไช้กัว, ฮามช้อย หรือ ช้อยกอน) อันเป็นวิธีการหมักดองผักกาดในแบบจีน
       
       หน้าตาของ “ไช่กัว” ลักษณะเป็นผักแห้งๆ เหี่ยวๆ บางแห่งอาจจะเห็นเกล็กของเกลือเคลือบอยู่บนผิวด้วย วิธีทำไช่กัวนั้นก็ต้องใช้ผักกาดเขียวปลี เลือกเอาที่มีใบมากๆ และยังเขียวสดอยู่ นำมาล้างทำความสะอาดและผึ่งแดดให้ผักเหี่ยว
       
       จากนั้นนำมาดองในน้ำเกลือเข้มข้น ใช้เวลา 2-3 วัน จึงนำผักขึ้นมาจากน้ำเกลือ บีบน้ำออก แล้วนำไปอบหรือตากให้แห้งสนิท เมื่อผักแห้งดีแล้วอาจจะเห็นเกล็ดเกลือจับอยู่เล็กน้อย

ไช่กัวที่เสิร์ฟมาในจานขาหมู

ส่วนเวลาจะนำมากิน ต้องนำมาล้างน้ำเปล่าหลายๆ น้ำ บีบน้ำออก หรือนำไปต้มน้ำเดือดแล้วเทน้ำทิ้งไปก่อน เพื่อเวลานำไปปรุงอาหารจะได้ไม่เค็มจัดจนเกินไป
       
       สำหรับเมนูอาหารที่นิยมใช้ไช่กัวมาปรุงก็อย่างเช่น ต้มจับฉ่าย กินคู่กับข้าวสวยหรือข้าวต้มร้อนๆ นำมาต้มกับหมูสามชั้นหรือกระดูกหมู นำไปปรุงเป็นเมนูเคาหยก ซึ่งเป็นอาหารจีนกวางตุ้ง นอกจากนี้เรายังคุ้นเคยกันดีที่ในเมนูขาหมู จะมีไช่กัวต้มแล้วเสิร์ฟอยู่เคียงคู่กับขาหมูนั่นเอง
       
       ไช่กัวรสชาติออกเค็มนิดๆ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ หากล้างอย่างดีจนลดความเค็มไปมากก็จะทำให้เวลาตุ๋นกับน้ำซุปนั้นได้รสชาติน้ำซุปที่กลมกล่อม กินแล้วอร่อยเข้ากันดีกับกระดูกหมูหรือหมูสามชั้นที่ต้มจนเปื่อยไปพร้อมๆ กัน 

ขอบคุณเนื้อหาและภาพประกอบจาก http://manager.co.th/Food/ViewNews.aspxNewsID=9580000077283
 



ใครชอบกินกุ้งเต้น โปรดอ่าน ! แพทย์เตือนระวังเห็บปลา ไม่ควรกินสด


หลังจากที่มีการแชร์ข่าวนี้กันไปสักพักใหญ่แล้ว แต่หลายคนอาจจะเห็นข่าวลือกันอยู่บ้าง ซึ่งกำลังระบาดอยู่ทั่วโซเชียลเน็ตเวิร์กที่กลับมาฮือฮากันใหม่ว่ามีการพบพยาธิใบไม้จำนวนมากในตัวกุ้งที่นิยมนำมาทำเมนู “กุ้งเต้น” จนทำให้เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งข่าวลือดังกล่าวก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งมีการตั้งข้อสงสัยว่าแท้จริงแล้วภาพที่เห็นใช้พยาธิใบไม้จริงหรือไม่ โดยข้อความที่ถูกส่งต่อมีดังนี้
สำหรับคนที่ชอบทานกุ้งเต้นน้าา พอดีพ่อจะให้ทำให้กิน ดูกุ้งแล้วแก้มมันป่องข้างนึง เหมือนมีตัวไรอยู่ เลยแงะมาดู พระเจ้า!!! พยาธิใบไม้ตัวจริงเสียงจริง ลองสุ่มจับกุ้งมา 30 ตัว เจอ 26 ตัว ก่อนทานสังเกตด้วยน้าา ไม่ก็ทำให้สุกดีก่า ***แงะตัวพยาธิออกแล้วไม่ใช่กินต่อน้ะ ทิ้งไปโลดดด เพราะมันมีไข่อีกเป็น 100 ๆๆ ฟอง”
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด คุณ หมอแมว แพทย์คนดังในแวดวงโซเชียลเน็ตเวิร์ก ก็ออกมายืนกรานอีกเสียง ผ่านทาง บล็อกส่วนตัว ว่า ภาพที่เห็นแชร์กันอยู่นั้น ไม่ใช่พยาธิใบไม้แต่อย่างใด แต่เป็นเห็บปลา (Argulus) ซึ่งข้อมูลจากหมอแมวมีใจความดังนี้
“จากกรณีนี้ได้ลองตรวจสอบภาพและซูมดู คิดว่าไม่ใช่พยาธิใบไม้นะครับ เพราะว่ารูปร่างหน้าตากับตำแหน่งที่มันเกาะ เข้าได้กับกลุ่มสัตว์ขาข้อที่เรียกว่า เห็บปลา (Argulus) ปกติในบ่อปลาสวยงามที่มีเห็บปลาระบาดแล้วใช้ยาไม่ได้ นักเลี้ยงปลาบางคนก็จะปล่อยกุ้งฝอยลงไปหลาย ๆ ตัว เพราะเห็บปลาจะชอบย้ายไปเกาะกุ้งแทน ปล.แต่ไม่ควรกินสดอยู่ดีครับ พยาธิมันมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าหรอกครับ”
ที่มา   คุณ หมอแมว
http://sadednews.com/7975   

เมื่ยงลาว(อาหารสาธารณะรัฐประชาชนลาว)เพิ่อนบ้านของไทย(มีวิธีทำ)


“เมี่ยงลาว” ฟังดูชื่ออาหารจานนี้แล้วก็น่ารับประทานขึ้นมาทันทีทั้งๆ ที่ยังไม่ทราบเลยว่ามีเครื่องปรุงอะไรบ้าง เพราะคำว่า “เมี่ยง” นั้นก็น่าอร่อยเสียแล้ว นึกไปถึง “เมี่ยงคำ” และ “เมี่ยงปลาทู” ที่เคยรับประทานกันมาก่อน
“เมี่ยงลาว” นี้มองกันดูแล้วก็น่าแปลกอีกอย่างหนึ่ง คือไม่มีปลาร้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลย อย่างไรก็ตาม คำว่า “เมี่ยง” ก็จะต้องมีรสชาติอร่อยไปทั้งนั้น
“เมี่ยงลาว” มีเครื่องปรุงอะไรบ้าง วิธีการปรุงเป็นอย่างไรจะได้รุ้กัยดังต่อไปนี้เลย
เครื่องปรุง
เต้าหู้เหลืองหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ           2 แผ่น
หอมแดงหั่นซอย                                    5 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมกัเปลือกหั่นซอย                      5 ช้อนโต๊ะ
ขิงสดหั่นเล็กๆ                                       4 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊ป                                             3 ช้อนโต๊ะ
น้ำส้มมะขามคั้น                                     3 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช
ซีอิ๊วขาว
ถั่วลสิงคั่วป่น                                         3 ช้อนโต๊ะ
ใบผักกาดดอง                                       20 ใบ
ข้าวตังแผ่นใหญ่                                     2 แผ่น
วิธีปรุง
เริ่มต้นด้วยเอาเตาหู้เหลืองที่หั่นเอาไว้ผัดน้ำมันแล้วพักเอาไว้ก่อน
เจียวกระเทียมให้เหลืองหอม เอาพักใส่ถ้วยไว้อีกอย่างหนึ่ง
คราวนี้เอาน้ำตาลปี๊ปเคี่ยวด้วยการใส่น้ำสะอาดลงไปเล็กน้อย เคี่ยวจนน้ำตาลเหนียวดี ใส่น้ำซีอิ๊วขาวลงไปเล็กน้อย ให้หวานนำเอาไว้ เอาเต้าหู้ผัดรวมกันไป คลุกเคล้ากันให้ทั่ว เคี่ยวจนแห้ง ความหวานเค็มเข้าไปในเนื้อเต้าหู้
ต่อจากนั้นก็ใส่ขิงหั่นลงไป ใส่ถั่วลิสงคุ่วป่นลงไป ผัดจนแห้งไปด้วยกัน
ขั้นตอนสุดท้ายให้ใส่หอมเจียว กระเทียมเจียม ลงไปอีก ยกกระทะลงปล่อยเอาไว้ให้เย็น
พอเครื่องปรุงนี้เย็นตัวลงแล้วรับประทานกันได้แล้ว
วิธีรับประทานก็คือ เอาใบผักกาดดองมาตัดแนแผ่นสี่เหลี่ยมพอที่จะห่อเครื่องพวกนี้ได้สะดวก จากนั้นก็เอาไปผัดในกระทะให้ร้อนดีก็เอามาใช้ได้
ใบผักกาดดองเย็นแล้วคี่ออก เอาเครื่องปรุงหรือส่วนที่เป็นไส้ตักวางลงตรงกลางใบผักกาดดอง ห่อใบผักกาดดองเข้ามาทั้งสี่ด้าน หุ้มเอาไว้เป็นคำๆ
ต่อมาก็มาจัดการทอดข้าวตังให้กรอบเหลือง เอาข้าวตังนี้ไปรับประทานกับเมี่ยงลาวที่ห่อด้วยใบผักกาดดองที่เตรียมเอาไว้แล้วได้เลย
“เมี่ยงลาว” นี้ความจริงก็ได้รสชาติที่ดีมาก อร่อย นับว่าเป็นอาหารว่างได้อย่างดีมาก ในยามบ่ายหรือสายๆ รับประทานเมี่ยงลาวนี้สัก 3-4 คำ ก็สร้างความสดชื่นให้ได้เหมือนกัน แล้วก็ตามด้วยเครื่องดื่มร้อนหรือเย็นก็วิเศษมาก น้ำชาขิง น้ำชามะตูม ไปด้วยกันได้ดีมาก มีประโยชน์และเป็นสมุนไพรที่ดีมากจริงๆ อิ่ม อร่อย ไปในตัว
คุณที่ชอบความเผ็ดอาจจะนำเอาหพริกขี้หนูสวนสดๆ มาร่วมรับประทานไปด้วยกันก็ได้ ความเผ็ดของพริกขี้หนูสวน จะเพิ่มความอร่อยมากมายทีเดียว
อาหารว่างจานนี้สามารถรับประทานกันทั้งครอบครัวคุณได้เสมอ ข้อสำคัญจะต้างหา “ข้าวตัง” มาให้ได้ หรือจะทำเองก็คงไม่ยากอะไร ต่อจากนั้นทำใส้ของเมี่ยงกันเลย นี่แหละ “เมี่ยงลาว”

กินผักตามฤดู 12 เดือน

อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่นะคะว่า ผักสีเขียว ๆ จะช่วยให้เราผิวพรรณผ่องใส และระบบการขับถ่ายทำงานดีขึ้น ยิ่งถ้าเราได้รับประทานผักสด ๆ ด้วยแล้ว จะยิ่งได้วิตามินซีตามไปด้วยนอกจากนั้น
ผักทุกประเภทยังอุดมไปด้วยสาร
โพแทสเซียม ซึ่งช่วยให้เกิดภาวะสมดุล
ในร่างกายขอเรา

เมื่อรู้ถึงคุณประโยชน์ของผักอย่างนี้แล้ว เห็นทีคงต้องอาศัยข้อมูลจาก รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล หัวหน้าฝ่ายมนุษยโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา มาเล่าสู่กันฟังแล้วล่ะค่ะว่า ถ้าจะเลือกผักตามฤดูกาลเพื่อหลีกเลี่ยงสารพิษ ในแต่ละเดือนเราควรเลือกผักประเภท
ไหนที่เหมาะสม



เดือนมกราคม


แครอต กระหล่ำดอก ผักกาดขาว ผักกาดเขียวปลี และปวยเล้ง

คุณค่าทางสารอาหาร : ผักกาดเขียวและปวยเล้งจะมีแคลเซียมสูง และมีเบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงสายตา และเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย ส่วนแครอตจะให้สารเบต้าแคโรทีน กรรมวิธีการปรุงเราสามารถหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อนำมาผัดหรือใส่ลงในซุปได้



เดือนกุมภาพันธ์

มะเขือเทศ ผักโขม แตงกวา

คุณค่าทางสารอาหาร : เม็ดแตงกวาและเปลือกจะให้ใยอาหาร ผักโขมมีเบต้าแคโรทีนสูง ส่วนมะเขือเทศจะให้สารแคโรตินอยด์ ที่ช่วยต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น หรือต้านอนุมูลอิสระ (ภาวะชะลอความเสื่อมของร่างกาย) เราสามารถนำมาซอยให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อใส่ในน้ำซุป หรือผัดลงในข้าว หรือในไข่เจียวก็ได้ทั้งนั้น



เดือนมีนาคม

ผักกวางตุ้ง เห็ดฟาง ถั่วฝักยาว หอมใหญ่ คะน้า

คุณค่าทางสารอาหาร : ผักคะน้าจะมีแคลเซียมสูง แต่บางคนอาจจะรู้สึกว่าขม ดังนั้น ถ้าเราหั่นใบเป็นชิ้นฝอย ๆ และลอกก้านคะน้าให้เหลือเพียงสีขาวใส ๆ แล้วนำมาผัดโดยเพิ่มแครอตผสมเข้าไป
ในข้าว จะทำให้อาหารมื้อนั้นอร่อยถูกปากยิ่งขึ้นค่ะ นอกจากนั้นคะน้ายังอุดมไปด้วยสารอาหาร
เบต้าแคโรทีนด้วย ส่วนถั่วฝักยาวควรล้างให้สะอาด ๆ แล้วรับประทานสด ๆ เพื่อจะได้ปริมาณวิตามินซีอย่างเต็มที่



เดือนเมษายน

หอมใหญ่ ถั่วฝักยาว เห็ดฟาง

คุณค่าทางสารอาหาร : หอมใหญ่มีสารต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ซึ่งช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย เราสามารถซอยหอมใหญ่แล้วนำมาผัด
กับข้าวผัด ทำให้ข้าวผัดนั้นมีรสชาติหวานขึ้น ส่วนเห็ดฟางก็นำมาใส่ลงในแกงจืดเปลี่ยน
รสชาติของอาหาร ทำให้ไม่น่าเบื่อ



เดือนพฤษภาคม

ถั่วพู หอมใหญ่ มะละกอดิบ

คุณค่าทางสารอาหาร : มะละกอดิบเอามาทำส้มตำ เท่ากับได้รับประทานผักสด ๆ ซึ่งจะได้รับวิตามินซีเพิ่มขึ้นนะคะ สำหรับ
ถั่วพู นำมาหั่นฝอยผสมไก่หรือหมูสับทอด เป็นทางเลือกที่หลากหลายในการเพิ่มแร่ธาตุแคลเซียมและใยอาหาร



เดือนมิถุนายน

ดอกกุยฉ่าย คะน้า เห็ด

คุณค่าทางสารอาหาร : ดอกกุยช่ายจะอุดมไปด้วยโฟเลต ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายในการสร้างสาร
พันธุกรรม และช่วยไม่ให้เกิดภาวะโลหิตจางชนิดหนึ่ง ส่วนเห็ดจะให้โปรตีน และคะน้าจะมีแคลเซียมสูง



เดือนกรกฎาคม

ยอดตำลึง ผักบุ้งไทย

คุณค่าทางสารอาหาร : ผักบุ้งหรือผักที่มีสีเขียวเข้มจะให้สารเบต้า
แคโรทีน ช่วยบำรุงสายตาและต้านอนุมูลอิสระ ส่วนผักตำลึงจะให้สารเบต้าแคโรทีนเช่นกัน มีเมนูที่ทำง่าย ๆ ได้คุณค่า เช่น ใส่ลงไปในไข่เจียว หรือต้มจืดรับประทานก็ได้ค่ะ




เดือนสิงหาคม

ผักกระเฉด หัวปลี ข้าวโพด

คุณค่าทางสารอาหาร : หัวปลีจะมีใยอาหารค่อนข้างมาก ช่วยในเรื่องการขับถ่าย ส่วนข้าวโพดซึ่งจัดเป็นธัญพืชจะมีเบต้าแค
โรทีนสูง ผักกระเฉดจะช่วยเรื่องขับถ่าย และเป็นผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูงเช่นกัน แต่ระวังในการเลือกซื้อด้วยนะคะ เพราะเดี๋ยวนี้มีการใส่สารที่เป็นอันตรายทำ
ให้ผักดูสดใหม่อยู่เสมอ



เดือนกันยายน

ผักกระเฉด กวางตุ้ง บวบ

คุณค่าทางสารอาหาร : กวางตุ้งอุดมไปด้วยแคลเซียม และเบต้าแคโรทีน ส่วนบวบจะให้ใยอาหารค่อนข้างสูง



เดือนตุลาคม

มะระ ถั่วพู สายบัว ผักกระเฉด

คุณค่าทางสารอาหาร : มะระเป็นผักสมุนไพรที่ให้วิตามินซีสูง (ถ้ารับประทานดิบ ๆ) เราสามารถทำเป็นเมนูแกงจืดหรือตุ๋นก็ได้ โดยคว้านไส้ในออกแล้วสอดหมูบดลงไป ส่วนผักกระเฉดและสายบัวควรล้างให้สะอาด ๆ ก่อนนำไปบริโภค



เดือนพฤศจิกายน

ผักกาดขาว สายบัว

คุณค่าทางสารอาหาร : ผักกาดขาวมีเบต้าแคโรทีนสูง ส่วนสายบัวให้ใยอาหารช่วยในเรื่องขับถ่าย



เดือนธันวาคม

ถั่วแขก ถั่วลันเตา กะหล่ำปลี

คุณค่าทางสารอาหาร : กะหล่ำปลีหรือกะหล่ำดอกสดเป็นแหล่งของวิตามินซีอย่างดี เราสามารถนำมาผัด หรือต้มโดยใส่หมู หรือรับประทานสด ๆ ก็ได้ ส่วนถั่วลันเตาเป็นผักที่มีโปรตีนค่อนข้างสูง และมีใยอาหารสูง

เป็นอย่างไรบ้างคะสำหรับผักตามฤดูกาล
ต่าง ๆ ที่แนะนำ คราวหน้าคุณๆ คงจะมีโอกาสได้เลือกผักเขียวๆ ตามใจชอบ แถมยังปลอดสารพิษด้วย ทีนี้ครอบครัวของคุณก็จะก้าวเดินอยู่บนเส้น
ทางสายสุขภาพกันแล้วล่ะค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก(Momypedia)

แปลก! ไก่ดำ ที่ดำที่สุดในโลก ไข่ก็ดำ เป็นยาอายุวัฒนะ ทานแล้วอายุยืน กับราคาที่น่าลิ้มลอง!(ชมภาพ)

แปลกแต่จริง!!! (เพิ่งเคยเห็นเหมือนกัน)
ไก่ดำอินโดนีเซีย เป็นไก่ดำ ที่ดำที่สุดในโลก  ไข่ก็ดำ ราคาตัวเป็นหนุ่มเป็นสาวราคาตัวละ  80,000. บาท เชื่อกันว่า เป็นยาอายุวัฒนะ ทานแล้วอายุยืน




ที่มาและเนื้อหาจาก บิ๊กซ่าดอทคอม


วิธีทำ ผงนัว ผงชูรสธรรมชาติก็อูมามิได้เหมือนกัน!! (อันนี้ขอบอกเลยว่าดีต่อสุขภาพสุดๆ)



ผงชูรส ที่เราชอบกัน บ้างคนถึงกับขาดไม่ได้ ต้องใส่ลงไปในอาหาร ทำให้รสชาติอาหารเข้มข้นมากขึ้นไปอีก ถ้าไม่ใส่ก็เหมือนขาดอะไรไปสักอย่างหนึ่ง แต่! เคยสังเกตุหรือไม่ ว่าทำไมรายการทำอาหาร ไม่เคยมีเครื่องปรุงที่เป็นผงชูรสอยู่ในวัตถุดิบเมนูอาหารเลย เขาทำยังไงกันนะ? และสมัยโบราณเขาเอาอะไรทำอาหารแล้วรสชาติออกมากลมกล่อมได้อย่างไร?

แม่บ้านสมัยใหม่ทำกับข้าวพอถูๆ ไถๆ แค่ฉีกถุงผงชูรสลงไปก็จบเลยรสชาติกลมกล่อมถูกใจ แต่บริโภคเป็นจำนวนมากก็ไม่ดี บ้างคนก็แพ้สารที่อยู่ในผงชูรสอีกต่างหาก ถ้าหันมาชูรสโดยวิธีธรรมชาติโดยหลีกเลี่ยงที่จะใช้น้ำต้มกระดูกหมู ไม่ก็ถัวเหลืองแทน แต่กว่าจะเคี่ยวเพื่อนำไปทำอาหารก็คงจะไม่ทันใจสำหรับคนยุคนี้ แถมใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง หรือถ้าไม่อยากเคี่ยวกระดูกหมูให้ยุ่งยาก ยังมีอีกอย่างหนึ่งที่ใช้แทนกันได้มีชื่อเรียกว่า ” ผงนัว “ บ้างคนคงจะคุ้นหูกันดีอยู่แล้ว เรามาลองทำ ผงนัว ไว้ใช้เองในครัวเรือนกันดีกว่าค่ะ


ขั้นตอนและวิธีทำอาจจะยากนิดหน่อย แต่เพื่อสุขภาพของคนในครัว และสามารถเก็บไว้ใช้ได้อีกนาน มีหลายสูตรด้วยกัน แต่เลือกสูตรที่คิดว่าง่ายที่สุด ลองทำตามกันดูค่ะ
วัตถุดิบ
  • ตะไคร้ จำนวน 1 กิโลกรัม
  • ใบเตย จำนวน 1 กิโลกรัม
  • รากหม่อน จำนวน 1 กิโลกรัม (หาซื้อได้ตามร้านยาจีนหรือยาไทย)
  • ขิง จำนวน 2 กิโลกรัม
  • ใบมะกรูด จำนวน 1 กิโลกรัม
  • พริกไทย จำนวน 0.5 กิโลกรัม
  • ขมิ้นชัน(ใช้พอประมาณ)
วิธีทำ
  1. นำทุกอย่างมาหั่นบางๆ แล้วนำไปตากแดดให้แห้งสนิท
  2. นำแต่ละอย่างมาตำจนละเอียด (ตำที่ละอย่างก่อน)
  3. เมื่อส่วนผสมทุกอย่างละเอียดจนเป็นผงเล็กๆแล้วนำทุกอย่างผสมเข้าด้วยกัน
  4. เมื่อได้ผงนัวแล้วใส่ขวดโหลปิดฝาให้มิดชิด
ทีนี้เราก็ได้ผงชูรสที่ทำเองและไม่เป็นอันตรายแล้วค่ะ แถมยังทำมาจากสมุนไพรที่ให้ประโยชน์ด้วย
สูตรจาก rakbankerd
เรียบเรียงโดย Mthai food

สุดยอดพิซซ่าพม่า burmese street food in MANDALAY(มีคลิป)


ตามร้านข้างถนนในมัณฑะเลย์มีร้านขายขนมคล้ายแป้งทอด ผมเรียกว่าเป็นพิซซ่าพม่า อย่างร้านที่ผมกินคือร้านที่อยู่หน้าโรงแรมฟอร์จูนที่ผมพักประจำ หน้าร้านอาหารที่ผมกินประจำทุกเย็น พิซซ่าพม่าใส่หน้าชะอม จะนั่งกินที่หน้าร้านกะพื้น หรือจะสั่งไปกินที่โต๊ะหรือซื้อกลับบ้านก็ได้ เข้าถึงวัฒธรรมการกินของเขาดีครับ....ว่าแล้วก็มาชมคลิปกันเลย



เคล็ดลับการทำ"ข้าวขาหมู"ให้อร่อยนุ่มละมุนลิ้น


วันนี้แอดมินมีเคล็ดลับการทำ🐷"ข้าวขาหมู"🐷อร่อยนุ่มละมุนลิ้นของโรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ ที่คงความอร่อยกว่า 20 ปีมาฝาก พลาดไม่ได้กับคนที่ต้องการนำสูตรไปประกอบอาชีพจ้า
ขาหมูอร่อยต้องมีรสเค็มหวานเข้มข้น ตุ๋นจนเนื้อสัมผัสนุ่มมีกลิ่นหอมจากเครื่องเทศและโอวัลตินขาหมูสูตรของโรงแรมจะใส่หูหมู ไข่เป็ดต้มและเต้าหู้ เวลาทำต้องต้มขาหมูเละจนนุ่มเสียก่อนจึงค่อยปรุงรส แล้วใส่หูหมู ไข่ต้มและเต้าหู้ลงไป ซึ่งแตกต่างจากวิธีทำพะโล้ที่ต้องใช้น้ำตาลปี๊บเคี่ยวกับผงพะโล้



เคล็ดลับ
1.เลือกใช้ขาหมูส่วนขาหน้า เพราะมีปริมาณเนื้อเยอะมันน้อยหนังบาง เวลาซื้อมีวิธีสังเกตคือ ขามีขนาดเล็ก และกระดูกเป็นท่อนตรงไม่มีข้อต่อเข่าเหมือนขาหลัง

2.เผาขาหมูและขูดขนให้สะอาด ส่วนของขาหมูจะมีขนแข็ง ๆ อยู่จำนวนมาก จึงต้องนำขาหมูไปเผาไฟเพื่อให้ขนไหม้ ซึ่งวิธีนี้จะทำให้หนังหมูบางส่วนไหม้ไปด้วยก็ไม่ต้องเป็นกังวล จากนั้นนำขาหมูที่เผาแล้วแช่น้ำทิ้งไว้สักครู่เพื่อให้หนังนิ่ม แล้วใช้มีดขูดเอาขนและหนังหมูส่วนที่ไหม้ออกจนสะอาดแล้วนำไปล้างน้ำเตรียมไว้

3.วิธีเตรียมหูหมู ล้างหูหมูสดให้สะอาดแล้วต้มในน้ำเดือดพอสุก จึงช้อนขึ้นมาพักไว้ให้เย็น ใช้มีดขูดขนออกให้หมด ล้างให้สะอาด ส่วนของหูหมูจะมีเฉพาะขนอ่อนและหนังบางกว่าส่วนขา จึงไม่จำเป็นต้องเผา เพราะจะไหม้ได้ง่าย

4.คั่วเครื่องเทศเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม นำเครื่องเทศรวมทั้งกระเทียมและรากผักชีไปคั่วไฟปานกลาง นานประมาณ 10 - 15 นาทีเพื่อให้มีกลิ่นหอมขึ้น ก่อนนำไปต้มรวมกับขาหมู

5.ต้มขาหมูและเครื่องเทศกับน้ำอุณหภูมิปกติ เพราะความร้อนที่เพิ่มขึ้นทีละน้อยจะค่อย ๆ ดึงรสชาติและกลิ่นหอมจากกระดูกและเครื่องเทศออกมาได้ดีกว่าใส่ลงไปต้มในน้ำที่เดือดแล้ว

6.ต้องต้มขาหมูให้นุ่มก่อนปรุงรส เพราะถ้าใส่เครื่องปรุงลงไปต้มทันทีจะทำให้น้ำตาลและเกลือรัดตัว ส่งผลให้ขาหมูไม่นุ่มถึงเนื้อใน จึงต้องต้มขาหมูให้สุกนุ่มด้วยไฟปานกลางนาน 2 ชั่วโมงเสียก่อนจึงค่อยปรุงรส

7.รสหวานหอมด้วยโอวัลติน เพราะในโอวัลตินมีส่วนผสมของน้ำตาลและโกโก้จึงช่วยให้มีกลิ่นหอม รสหวานมัน แถมยังให้สีน้ำตาลสวย

8.ต้มจนได้ที่แล้วแช่ตู้เย็นช่วยให้รสชาติซึมเข้าเนื้อ หลังปรุงรสเสร็จให้เคี่ยวต่ออีก 2 ชั่วโมง จึงปิดไฟ พักไว้ให้เย็นแล้วนำไปแช่ในตู้เย็น 1 วัน จึงนำมาอุ่นด้วยไฟอ่อนวิธีนี้จะทำให้รสชาติซึมเข้าถึงเนื้อได้ดีกว่าต้มเป็นเวลานานๆ ที่สำคัญหากต้มนานเกินไปขาหมูจะเปื่อยเละไม่เป็นชิ้นดูไม่น่ากิน

9.เลือกใช้ข้าวหอมมะลิเก่า เพราะเมื่อหุงสุกแล้วเมล็ดข้าวยังนุ่ม มียางน้อย เวลาราดน้ำขาหมูข้าวก็จะไม่แฉะ

10.เทคนิคทำผักกาดดองให้อร่อย เลือกใช้ผักกาดดองเปรี้ยว ใช้มีดตัดเป็นใบ ๆ แล้วล้างให้สะอาด จากนั้นนำผักกาดดองไปต้ม 1 ชั่วโมงด้วยไฟปานกลางจนสุกนุ่ม นำผักกาดดองที่ต้มแล้วล้างน้ำอีกครั้งจนคลายร้อน แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ บีบน้ำออกให้หมาด แล้วราดด้วยน้ำขาหมูเพื่อให้มีรสชาติ เตรียมเสิร์ฟ

ที่มาสูตร : สมศักดิ์ พิมลนอก
นิตยสาร Health and Cuisine