แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สูตรเด็ดเคล็ดลับ แสดงบทความทั้งหมด

"ทอดมันปลาแซลมอน"มาลองทำกันดู


เนื้อปลาแซลมอนสดนำมาตีกับพริกแกงเผ็ดปรุงรสด้วยน้ำปลา ชุบเกล็ดขนมปังทอดจนเหลืองกรอบ รับประทานกับน้ำจิ้มไก่ที่มาพร้อมกับแตงกวาและเม็ดมะม่วงหิมพานต์

ส่วนประกอบ
ปลาแซลมอน 400 กรัม
พริกแกงเผ็ด 2 ช้อนโต๊ะ
ไข่ไก่ 1 ฟอง
น้ำปลา 2 ช้อนชา
แป้งข้าวโพด 1½ ช้อนโต๊ะ
ผักชีลาว (สับ) 2 ช้อนโต๊ะ
เกล็ดขนมปัง (ป่น) 1 ถ้วย
น้ำมันรำข้าว สำหรับทอด
น้ำจิ้มไก่ สำหรับเสิร์ฟ
แตงกวา สำหรับเสิร์ฟ
เม็ดมะม่วงหิมพานต์ สำหรับเสิร์ฟ

วิธีทำ

1. แยกไข่ขาว และไข่แดง

2. นำปลาแซลมอน พริกแกง ไข่แดง น้ำปลา และแป้งข้าวโพด ใส่เครื่องบดสับ ปั่นให้เนียนดี ใส่ผักชีลาวสับลงไป นวดให้กระจายดี

3. แบ่งส่วนผสมออกเป็น 12 ชิ้น ตีไข่ขาวให้พอแตกตัว นำทอดมันปลาแซลมอนไปชุบไข่ขาวบางๆ ตามด้วยเกล็ดขนมปังป่น ทำซ้ำจนหมด

4. ตั้งน้ำมันรำข้าวสำหรับทอด นำทอดมันลงไปทอดที่ 170 องศาเซลเซียส ประมาณ 3 นาที ให้สุกดี

5. เสิร์ฟทอดมันกับน้ำจิ้มไก่ โรยหน้าด้วยแตงกวาซอย โรยเม็ดมะม่วงหิมพานต์สับหยาบ


ที่มา : พลพรรคนักปรุง 6 สิงหาคม 2558
สูตรโดย : พล ตัณฑเสถียร

"ข้าวผัดน้ำพริกทะเล" สูตรชาวเลที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว


"ข้าวผัดน้ำพริกทะเล" สูตรชาวเลที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวมีครบทั้งผักสด ปรุงรสด้วยน้ำพริกกะปิ ที่กลมกล่อมหอมมันสามรส และไม่เผ็ดเกินไปนัก ที่ "กวิสรา เรืองทับ" ข่าวสดระยอง นำมาฝาก


ที่ร้านอาหารตามสั่งอายุกว่า 40 ปี มี "น.ส.ยินดี พงษ์วารินทร์" อายุ 50 ปี ผู้คร่ำหวอดกับการปรุงอาหารมายาวนานตั้งแต่ วัยเยาว์ เป็นกุ๊กมือเอกประจำร้าน โดยเฉพาะเมนู "ข้าวผัด น้ำพริกทะเล" ที่ลูกค้าสั่งเป็นประจำ

นำข้าวโพดอ่อน มะเขือเปราะ ชะอม กะหล่ำปลี มาหั่นเป็นท่อนๆ พอคำ ส่วนมะเขือเปราะผ่าสี่ซีก นำไปลวกน้ำร้อนให้สุกพอกรอบ ยกขึ้นตั้งรอ

น้ำพริกกะปิ มีกระเทียมพริกสดใช้สีแดงเพิ่มสีสัน ลงไปโขลกตำละเอียด ใส่กะปิแท้บีบน้ำมะนาวสดเพิ่มความเปรี้ยวจัดจ้าน คลุกเคล้าให้เข้ากัน รสชาติเผ็ดกลาง ปรุงให้ได้สามรส จากนั้นนำกระทะใส่น้ำมันตั้งไฟร้อนๆ นำข้าวสวยพร้อม น้ำพริกกะปิลงใส่กระทะพร้อมกัน แล้วใส่ผักที่ลวกเตรียมไว้ลงไปกับกุ้ง หมึก เครื่องทะเล ปรุงรสเพิ่มตามชอบ

ร้านอยู่เลขที่ 121/4 ม.4 ต.ตะพง อ.เมือง จ.ระยอง วิ่งมาทาง ถ.สุขุมวิท เห็นป้าย พัน.ร.7 ค่ายมหาสุรสิงหนาท ร้านอยู่หน้าค่ายทางซ้ายมือ ป้ายร้าน "สุกี้รสเด็ด ราดหน้า อาหารตามสั่ง" เส้นทางสะดวกวิ่งลัดไปหาดแม่รำพึงได้อีกด้วย

โทร.มาสั่งล่วงหน้าที่เบอร์ 08-3120-6911

ขอบคุณเนื้อหาและภาพประกอบจาก 
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1438936715

“ไช่กัว” ผักกาดดองแห้ง ความอร่อยคู่ครัว

ไช่กัว ผักกาดดองแบบแห้ง

 เรื่องการหมักดองนั้น เป็นภูมิปัญญาของคนโบราณที่ใช้ถนอมอาหารให้สามารถเก็บไว้กินได้นาน หรือเก็บไว้กินในยามที่อยู่นอกฤดูกาลของอาหาร การหมักดองนั้นทำได้ทั้งกับเนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีส่วนผสมและวิธีการหมักที่แตกต่างกันไป
       
       ที่เราคุ้นเคยกันดีก็เห็นจะเป็นพวกผักดองทั้งหลายที่วางขายอยู่ตามท้องตลาด มีทั้งหมักดองแบบไทยๆ และหมักดองแบบชาวจีน โดยเฉพาะพวกผักกาดดองนั้น เราสามารถนำมาเป็นเครื่องเคียง หรือเป็นส่วนหนึ่งในเมนูอาหารได้หลากหลายจาน 


ไช่กัวแห้ง ก่อนนำไปปรุงอาหารต้องล้างน้ำออกหลายๆ น้ำ

   แต่ที่ “108 เคล็ดกิน” จะชวนมาทำความรู้จักกันในครั้งนี้ เป็นผักกาดดองแบบแห้ง หรือที่เรียกว่า “ไช่กัว” (ไฉ่กัว, ไช้กัว, ฮามช้อย หรือ ช้อยกอน) อันเป็นวิธีการหมักดองผักกาดในแบบจีน
       
       หน้าตาของ “ไช่กัว” ลักษณะเป็นผักแห้งๆ เหี่ยวๆ บางแห่งอาจจะเห็นเกล็กของเกลือเคลือบอยู่บนผิวด้วย วิธีทำไช่กัวนั้นก็ต้องใช้ผักกาดเขียวปลี เลือกเอาที่มีใบมากๆ และยังเขียวสดอยู่ นำมาล้างทำความสะอาดและผึ่งแดดให้ผักเหี่ยว
       
       จากนั้นนำมาดองในน้ำเกลือเข้มข้น ใช้เวลา 2-3 วัน จึงนำผักขึ้นมาจากน้ำเกลือ บีบน้ำออก แล้วนำไปอบหรือตากให้แห้งสนิท เมื่อผักแห้งดีแล้วอาจจะเห็นเกล็ดเกลือจับอยู่เล็กน้อย

ไช่กัวที่เสิร์ฟมาในจานขาหมู

ส่วนเวลาจะนำมากิน ต้องนำมาล้างน้ำเปล่าหลายๆ น้ำ บีบน้ำออก หรือนำไปต้มน้ำเดือดแล้วเทน้ำทิ้งไปก่อน เพื่อเวลานำไปปรุงอาหารจะได้ไม่เค็มจัดจนเกินไป
       
       สำหรับเมนูอาหารที่นิยมใช้ไช่กัวมาปรุงก็อย่างเช่น ต้มจับฉ่าย กินคู่กับข้าวสวยหรือข้าวต้มร้อนๆ นำมาต้มกับหมูสามชั้นหรือกระดูกหมู นำไปปรุงเป็นเมนูเคาหยก ซึ่งเป็นอาหารจีนกวางตุ้ง นอกจากนี้เรายังคุ้นเคยกันดีที่ในเมนูขาหมู จะมีไช่กัวต้มแล้วเสิร์ฟอยู่เคียงคู่กับขาหมูนั่นเอง
       
       ไช่กัวรสชาติออกเค็มนิดๆ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ หากล้างอย่างดีจนลดความเค็มไปมากก็จะทำให้เวลาตุ๋นกับน้ำซุปนั้นได้รสชาติน้ำซุปที่กลมกล่อม กินแล้วอร่อยเข้ากันดีกับกระดูกหมูหรือหมูสามชั้นที่ต้มจนเปื่อยไปพร้อมๆ กัน 

ขอบคุณเนื้อหาและภาพประกอบจาก http://manager.co.th/Food/ViewNews.aspxNewsID=9580000077283
 



เมื่ยงลาว(อาหารสาธารณะรัฐประชาชนลาว)เพิ่อนบ้านของไทย(มีวิธีทำ)


“เมี่ยงลาว” ฟังดูชื่ออาหารจานนี้แล้วก็น่ารับประทานขึ้นมาทันทีทั้งๆ ที่ยังไม่ทราบเลยว่ามีเครื่องปรุงอะไรบ้าง เพราะคำว่า “เมี่ยง” นั้นก็น่าอร่อยเสียแล้ว นึกไปถึง “เมี่ยงคำ” และ “เมี่ยงปลาทู” ที่เคยรับประทานกันมาก่อน
“เมี่ยงลาว” นี้มองกันดูแล้วก็น่าแปลกอีกอย่างหนึ่ง คือไม่มีปลาร้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลย อย่างไรก็ตาม คำว่า “เมี่ยง” ก็จะต้องมีรสชาติอร่อยไปทั้งนั้น
“เมี่ยงลาว” มีเครื่องปรุงอะไรบ้าง วิธีการปรุงเป็นอย่างไรจะได้รุ้กัยดังต่อไปนี้เลย
เครื่องปรุง
เต้าหู้เหลืองหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ           2 แผ่น
หอมแดงหั่นซอย                                    5 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมกัเปลือกหั่นซอย                      5 ช้อนโต๊ะ
ขิงสดหั่นเล็กๆ                                       4 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊ป                                             3 ช้อนโต๊ะ
น้ำส้มมะขามคั้น                                     3 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช
ซีอิ๊วขาว
ถั่วลสิงคั่วป่น                                         3 ช้อนโต๊ะ
ใบผักกาดดอง                                       20 ใบ
ข้าวตังแผ่นใหญ่                                     2 แผ่น
วิธีปรุง
เริ่มต้นด้วยเอาเตาหู้เหลืองที่หั่นเอาไว้ผัดน้ำมันแล้วพักเอาไว้ก่อน
เจียวกระเทียมให้เหลืองหอม เอาพักใส่ถ้วยไว้อีกอย่างหนึ่ง
คราวนี้เอาน้ำตาลปี๊ปเคี่ยวด้วยการใส่น้ำสะอาดลงไปเล็กน้อย เคี่ยวจนน้ำตาลเหนียวดี ใส่น้ำซีอิ๊วขาวลงไปเล็กน้อย ให้หวานนำเอาไว้ เอาเต้าหู้ผัดรวมกันไป คลุกเคล้ากันให้ทั่ว เคี่ยวจนแห้ง ความหวานเค็มเข้าไปในเนื้อเต้าหู้
ต่อจากนั้นก็ใส่ขิงหั่นลงไป ใส่ถั่วลิสงคุ่วป่นลงไป ผัดจนแห้งไปด้วยกัน
ขั้นตอนสุดท้ายให้ใส่หอมเจียว กระเทียมเจียม ลงไปอีก ยกกระทะลงปล่อยเอาไว้ให้เย็น
พอเครื่องปรุงนี้เย็นตัวลงแล้วรับประทานกันได้แล้ว
วิธีรับประทานก็คือ เอาใบผักกาดดองมาตัดแนแผ่นสี่เหลี่ยมพอที่จะห่อเครื่องพวกนี้ได้สะดวก จากนั้นก็เอาไปผัดในกระทะให้ร้อนดีก็เอามาใช้ได้
ใบผักกาดดองเย็นแล้วคี่ออก เอาเครื่องปรุงหรือส่วนที่เป็นไส้ตักวางลงตรงกลางใบผักกาดดอง ห่อใบผักกาดดองเข้ามาทั้งสี่ด้าน หุ้มเอาไว้เป็นคำๆ
ต่อมาก็มาจัดการทอดข้าวตังให้กรอบเหลือง เอาข้าวตังนี้ไปรับประทานกับเมี่ยงลาวที่ห่อด้วยใบผักกาดดองที่เตรียมเอาไว้แล้วได้เลย
“เมี่ยงลาว” นี้ความจริงก็ได้รสชาติที่ดีมาก อร่อย นับว่าเป็นอาหารว่างได้อย่างดีมาก ในยามบ่ายหรือสายๆ รับประทานเมี่ยงลาวนี้สัก 3-4 คำ ก็สร้างความสดชื่นให้ได้เหมือนกัน แล้วก็ตามด้วยเครื่องดื่มร้อนหรือเย็นก็วิเศษมาก น้ำชาขิง น้ำชามะตูม ไปด้วยกันได้ดีมาก มีประโยชน์และเป็นสมุนไพรที่ดีมากจริงๆ อิ่ม อร่อย ไปในตัว
คุณที่ชอบความเผ็ดอาจจะนำเอาหพริกขี้หนูสวนสดๆ มาร่วมรับประทานไปด้วยกันก็ได้ ความเผ็ดของพริกขี้หนูสวน จะเพิ่มความอร่อยมากมายทีเดียว
อาหารว่างจานนี้สามารถรับประทานกันทั้งครอบครัวคุณได้เสมอ ข้อสำคัญจะต้างหา “ข้าวตัง” มาให้ได้ หรือจะทำเองก็คงไม่ยากอะไร ต่อจากนั้นทำใส้ของเมี่ยงกันเลย นี่แหละ “เมี่ยงลาว”

กินผักตามฤดู 12 เดือน

อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่นะคะว่า ผักสีเขียว ๆ จะช่วยให้เราผิวพรรณผ่องใส และระบบการขับถ่ายทำงานดีขึ้น ยิ่งถ้าเราได้รับประทานผักสด ๆ ด้วยแล้ว จะยิ่งได้วิตามินซีตามไปด้วยนอกจากนั้น
ผักทุกประเภทยังอุดมไปด้วยสาร
โพแทสเซียม ซึ่งช่วยให้เกิดภาวะสมดุล
ในร่างกายขอเรา

เมื่อรู้ถึงคุณประโยชน์ของผักอย่างนี้แล้ว เห็นทีคงต้องอาศัยข้อมูลจาก รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล หัวหน้าฝ่ายมนุษยโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา มาเล่าสู่กันฟังแล้วล่ะค่ะว่า ถ้าจะเลือกผักตามฤดูกาลเพื่อหลีกเลี่ยงสารพิษ ในแต่ละเดือนเราควรเลือกผักประเภท
ไหนที่เหมาะสม



เดือนมกราคม


แครอต กระหล่ำดอก ผักกาดขาว ผักกาดเขียวปลี และปวยเล้ง

คุณค่าทางสารอาหาร : ผักกาดเขียวและปวยเล้งจะมีแคลเซียมสูง และมีเบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงสายตา และเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย ส่วนแครอตจะให้สารเบต้าแคโรทีน กรรมวิธีการปรุงเราสามารถหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อนำมาผัดหรือใส่ลงในซุปได้



เดือนกุมภาพันธ์

มะเขือเทศ ผักโขม แตงกวา

คุณค่าทางสารอาหาร : เม็ดแตงกวาและเปลือกจะให้ใยอาหาร ผักโขมมีเบต้าแคโรทีนสูง ส่วนมะเขือเทศจะให้สารแคโรตินอยด์ ที่ช่วยต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น หรือต้านอนุมูลอิสระ (ภาวะชะลอความเสื่อมของร่างกาย) เราสามารถนำมาซอยให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อใส่ในน้ำซุป หรือผัดลงในข้าว หรือในไข่เจียวก็ได้ทั้งนั้น



เดือนมีนาคม

ผักกวางตุ้ง เห็ดฟาง ถั่วฝักยาว หอมใหญ่ คะน้า

คุณค่าทางสารอาหาร : ผักคะน้าจะมีแคลเซียมสูง แต่บางคนอาจจะรู้สึกว่าขม ดังนั้น ถ้าเราหั่นใบเป็นชิ้นฝอย ๆ และลอกก้านคะน้าให้เหลือเพียงสีขาวใส ๆ แล้วนำมาผัดโดยเพิ่มแครอตผสมเข้าไป
ในข้าว จะทำให้อาหารมื้อนั้นอร่อยถูกปากยิ่งขึ้นค่ะ นอกจากนั้นคะน้ายังอุดมไปด้วยสารอาหาร
เบต้าแคโรทีนด้วย ส่วนถั่วฝักยาวควรล้างให้สะอาด ๆ แล้วรับประทานสด ๆ เพื่อจะได้ปริมาณวิตามินซีอย่างเต็มที่



เดือนเมษายน

หอมใหญ่ ถั่วฝักยาว เห็ดฟาง

คุณค่าทางสารอาหาร : หอมใหญ่มีสารต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ซึ่งช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย เราสามารถซอยหอมใหญ่แล้วนำมาผัด
กับข้าวผัด ทำให้ข้าวผัดนั้นมีรสชาติหวานขึ้น ส่วนเห็ดฟางก็นำมาใส่ลงในแกงจืดเปลี่ยน
รสชาติของอาหาร ทำให้ไม่น่าเบื่อ



เดือนพฤษภาคม

ถั่วพู หอมใหญ่ มะละกอดิบ

คุณค่าทางสารอาหาร : มะละกอดิบเอามาทำส้มตำ เท่ากับได้รับประทานผักสด ๆ ซึ่งจะได้รับวิตามินซีเพิ่มขึ้นนะคะ สำหรับ
ถั่วพู นำมาหั่นฝอยผสมไก่หรือหมูสับทอด เป็นทางเลือกที่หลากหลายในการเพิ่มแร่ธาตุแคลเซียมและใยอาหาร



เดือนมิถุนายน

ดอกกุยฉ่าย คะน้า เห็ด

คุณค่าทางสารอาหาร : ดอกกุยช่ายจะอุดมไปด้วยโฟเลต ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายในการสร้างสาร
พันธุกรรม และช่วยไม่ให้เกิดภาวะโลหิตจางชนิดหนึ่ง ส่วนเห็ดจะให้โปรตีน และคะน้าจะมีแคลเซียมสูง



เดือนกรกฎาคม

ยอดตำลึง ผักบุ้งไทย

คุณค่าทางสารอาหาร : ผักบุ้งหรือผักที่มีสีเขียวเข้มจะให้สารเบต้า
แคโรทีน ช่วยบำรุงสายตาและต้านอนุมูลอิสระ ส่วนผักตำลึงจะให้สารเบต้าแคโรทีนเช่นกัน มีเมนูที่ทำง่าย ๆ ได้คุณค่า เช่น ใส่ลงไปในไข่เจียว หรือต้มจืดรับประทานก็ได้ค่ะ




เดือนสิงหาคม

ผักกระเฉด หัวปลี ข้าวโพด

คุณค่าทางสารอาหาร : หัวปลีจะมีใยอาหารค่อนข้างมาก ช่วยในเรื่องการขับถ่าย ส่วนข้าวโพดซึ่งจัดเป็นธัญพืชจะมีเบต้าแค
โรทีนสูง ผักกระเฉดจะช่วยเรื่องขับถ่าย และเป็นผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูงเช่นกัน แต่ระวังในการเลือกซื้อด้วยนะคะ เพราะเดี๋ยวนี้มีการใส่สารที่เป็นอันตรายทำ
ให้ผักดูสดใหม่อยู่เสมอ



เดือนกันยายน

ผักกระเฉด กวางตุ้ง บวบ

คุณค่าทางสารอาหาร : กวางตุ้งอุดมไปด้วยแคลเซียม และเบต้าแคโรทีน ส่วนบวบจะให้ใยอาหารค่อนข้างสูง



เดือนตุลาคม

มะระ ถั่วพู สายบัว ผักกระเฉด

คุณค่าทางสารอาหาร : มะระเป็นผักสมุนไพรที่ให้วิตามินซีสูง (ถ้ารับประทานดิบ ๆ) เราสามารถทำเป็นเมนูแกงจืดหรือตุ๋นก็ได้ โดยคว้านไส้ในออกแล้วสอดหมูบดลงไป ส่วนผักกระเฉดและสายบัวควรล้างให้สะอาด ๆ ก่อนนำไปบริโภค



เดือนพฤศจิกายน

ผักกาดขาว สายบัว

คุณค่าทางสารอาหาร : ผักกาดขาวมีเบต้าแคโรทีนสูง ส่วนสายบัวให้ใยอาหารช่วยในเรื่องขับถ่าย



เดือนธันวาคม

ถั่วแขก ถั่วลันเตา กะหล่ำปลี

คุณค่าทางสารอาหาร : กะหล่ำปลีหรือกะหล่ำดอกสดเป็นแหล่งของวิตามินซีอย่างดี เราสามารถนำมาผัด หรือต้มโดยใส่หมู หรือรับประทานสด ๆ ก็ได้ ส่วนถั่วลันเตาเป็นผักที่มีโปรตีนค่อนข้างสูง และมีใยอาหารสูง

เป็นอย่างไรบ้างคะสำหรับผักตามฤดูกาล
ต่าง ๆ ที่แนะนำ คราวหน้าคุณๆ คงจะมีโอกาสได้เลือกผักเขียวๆ ตามใจชอบ แถมยังปลอดสารพิษด้วย ทีนี้ครอบครัวของคุณก็จะก้าวเดินอยู่บนเส้น
ทางสายสุขภาพกันแล้วล่ะค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก(Momypedia)

วิธีทำ ผงนัว ผงชูรสธรรมชาติก็อูมามิได้เหมือนกัน!! (อันนี้ขอบอกเลยว่าดีต่อสุขภาพสุดๆ)



ผงชูรส ที่เราชอบกัน บ้างคนถึงกับขาดไม่ได้ ต้องใส่ลงไปในอาหาร ทำให้รสชาติอาหารเข้มข้นมากขึ้นไปอีก ถ้าไม่ใส่ก็เหมือนขาดอะไรไปสักอย่างหนึ่ง แต่! เคยสังเกตุหรือไม่ ว่าทำไมรายการทำอาหาร ไม่เคยมีเครื่องปรุงที่เป็นผงชูรสอยู่ในวัตถุดิบเมนูอาหารเลย เขาทำยังไงกันนะ? และสมัยโบราณเขาเอาอะไรทำอาหารแล้วรสชาติออกมากลมกล่อมได้อย่างไร?

แม่บ้านสมัยใหม่ทำกับข้าวพอถูๆ ไถๆ แค่ฉีกถุงผงชูรสลงไปก็จบเลยรสชาติกลมกล่อมถูกใจ แต่บริโภคเป็นจำนวนมากก็ไม่ดี บ้างคนก็แพ้สารที่อยู่ในผงชูรสอีกต่างหาก ถ้าหันมาชูรสโดยวิธีธรรมชาติโดยหลีกเลี่ยงที่จะใช้น้ำต้มกระดูกหมู ไม่ก็ถัวเหลืองแทน แต่กว่าจะเคี่ยวเพื่อนำไปทำอาหารก็คงจะไม่ทันใจสำหรับคนยุคนี้ แถมใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง หรือถ้าไม่อยากเคี่ยวกระดูกหมูให้ยุ่งยาก ยังมีอีกอย่างหนึ่งที่ใช้แทนกันได้มีชื่อเรียกว่า ” ผงนัว “ บ้างคนคงจะคุ้นหูกันดีอยู่แล้ว เรามาลองทำ ผงนัว ไว้ใช้เองในครัวเรือนกันดีกว่าค่ะ


ขั้นตอนและวิธีทำอาจจะยากนิดหน่อย แต่เพื่อสุขภาพของคนในครัว และสามารถเก็บไว้ใช้ได้อีกนาน มีหลายสูตรด้วยกัน แต่เลือกสูตรที่คิดว่าง่ายที่สุด ลองทำตามกันดูค่ะ
วัตถุดิบ
  • ตะไคร้ จำนวน 1 กิโลกรัม
  • ใบเตย จำนวน 1 กิโลกรัม
  • รากหม่อน จำนวน 1 กิโลกรัม (หาซื้อได้ตามร้านยาจีนหรือยาไทย)
  • ขิง จำนวน 2 กิโลกรัม
  • ใบมะกรูด จำนวน 1 กิโลกรัม
  • พริกไทย จำนวน 0.5 กิโลกรัม
  • ขมิ้นชัน(ใช้พอประมาณ)
วิธีทำ
  1. นำทุกอย่างมาหั่นบางๆ แล้วนำไปตากแดดให้แห้งสนิท
  2. นำแต่ละอย่างมาตำจนละเอียด (ตำที่ละอย่างก่อน)
  3. เมื่อส่วนผสมทุกอย่างละเอียดจนเป็นผงเล็กๆแล้วนำทุกอย่างผสมเข้าด้วยกัน
  4. เมื่อได้ผงนัวแล้วใส่ขวดโหลปิดฝาให้มิดชิด
ทีนี้เราก็ได้ผงชูรสที่ทำเองและไม่เป็นอันตรายแล้วค่ะ แถมยังทำมาจากสมุนไพรที่ให้ประโยชน์ด้วย
สูตรจาก rakbankerd
เรียบเรียงโดย Mthai food

วิธีทำ"หมูม้วนไส้ผักโขมซอสขาว"


ส่วนผสม 
- เนื้อหมูสไลซ์บางๆ 400 กรัม
- เชดดาร์ชีสขูดฝอย 150 กรัม
- ไข่ไก่สำหรับชุบ 2-3 ฟอง
- แป้งสาลีอเนกประสงค์พอประมาณ
- เกล็ดขนมปังป่นสำหรับคลุกพอประมาณ
- น้ำมันพืชสำหรับทอด
- มายองเนส
- ซอสพริก
- ซอสมะเขือเทศ
- พริกไทยป่น

วิธีทำ
1. นำเนื้อหมูวางบนภาชนะเรียบหรือเขียง โรยพริกไทยป่นให้ทั่วชิ้นเนื้อหมู ตักผักโขมซอสขาวใส่ลงบนชิ้นหมูโรยด้วยเชดดาร์ชีสให้ทั่วม้วนให้แน่นกลัดด้วยไม้จิ้มฟัน

2. คลุกหมูม้วนที่ได้กับแป้งสาลีจากนั้นชุบไข่ไก่บาง ๆ แล้วนำคลุกเกล็ดขนมปังป่นให้ทั่ว ใส่ลงทอดในน้ำมันพืชร้อนไฟปานกลางจนสุกเหลือง ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน

3. จัดหมูม้วนไส้ผักโขมซอสขาวใส่จาน เสิร์ฟพร้อมมายองเนส ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ

♨# ส่วนผสมผักโขมซอสขาว ♨#
- ผักโขมแช่แข็งบีบน้ำออก 115 กรัม
- เนยสดชนิดเค็ม 2 ช้อนโต๊ะ
- หอมหัวใหญ่สับ 25 กรัม
- แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ½ ช้อนชา
- ใบกระวาน 1 ใบ
- วิปปิ้งครีมชนิดจืด ½ ถ้วยตวง
- นมสด ¼ ถ้วยตวง
- เชดดาร์ชีสขูดฝอย 35 กรัม
- ไวน์ขาว 1 ½ ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่นหยาบ ¼ ช้อนชา
- พริกไทยดำป่น ½ ช้อนชา

วิธีทำ
1. นำผักโขมแช่แข็งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องให้อ่อนตัวแล้วบีบน้ำออกให้ได้ปริมาณตามต้องการ

2. ตั้งกะทะใส่เนยสดพอละลาย ใส่ใบกระวาน หอมหัวใหญ่และแป้งสาลีลงผัดให้เข้ากัน

3. ใส่ผักโขมที่เตรียมไว้ผัดพอเข้ากัน ใส่วิปปิ้งครีม นมสด เชดดาร์ชีส ปรุงรสด้วยเกลือป่นและพริกไทยป่น ใส่ไวน์ขาวผัดให้เข้ากันยกลงพักให้เย็น เตรียมไว้

ขอบคุณเนื้อหาและภาพจาก หนังสือแม่บ้าน

เคล็ดลับการทำ"ข้าวขาหมู"ให้อร่อยนุ่มละมุนลิ้น


วันนี้แอดมินมีเคล็ดลับการทำ🐷"ข้าวขาหมู"🐷อร่อยนุ่มละมุนลิ้นของโรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ ที่คงความอร่อยกว่า 20 ปีมาฝาก พลาดไม่ได้กับคนที่ต้องการนำสูตรไปประกอบอาชีพจ้า
ขาหมูอร่อยต้องมีรสเค็มหวานเข้มข้น ตุ๋นจนเนื้อสัมผัสนุ่มมีกลิ่นหอมจากเครื่องเทศและโอวัลตินขาหมูสูตรของโรงแรมจะใส่หูหมู ไข่เป็ดต้มและเต้าหู้ เวลาทำต้องต้มขาหมูเละจนนุ่มเสียก่อนจึงค่อยปรุงรส แล้วใส่หูหมู ไข่ต้มและเต้าหู้ลงไป ซึ่งแตกต่างจากวิธีทำพะโล้ที่ต้องใช้น้ำตาลปี๊บเคี่ยวกับผงพะโล้



เคล็ดลับ
1.เลือกใช้ขาหมูส่วนขาหน้า เพราะมีปริมาณเนื้อเยอะมันน้อยหนังบาง เวลาซื้อมีวิธีสังเกตคือ ขามีขนาดเล็ก และกระดูกเป็นท่อนตรงไม่มีข้อต่อเข่าเหมือนขาหลัง

2.เผาขาหมูและขูดขนให้สะอาด ส่วนของขาหมูจะมีขนแข็ง ๆ อยู่จำนวนมาก จึงต้องนำขาหมูไปเผาไฟเพื่อให้ขนไหม้ ซึ่งวิธีนี้จะทำให้หนังหมูบางส่วนไหม้ไปด้วยก็ไม่ต้องเป็นกังวล จากนั้นนำขาหมูที่เผาแล้วแช่น้ำทิ้งไว้สักครู่เพื่อให้หนังนิ่ม แล้วใช้มีดขูดเอาขนและหนังหมูส่วนที่ไหม้ออกจนสะอาดแล้วนำไปล้างน้ำเตรียมไว้

3.วิธีเตรียมหูหมู ล้างหูหมูสดให้สะอาดแล้วต้มในน้ำเดือดพอสุก จึงช้อนขึ้นมาพักไว้ให้เย็น ใช้มีดขูดขนออกให้หมด ล้างให้สะอาด ส่วนของหูหมูจะมีเฉพาะขนอ่อนและหนังบางกว่าส่วนขา จึงไม่จำเป็นต้องเผา เพราะจะไหม้ได้ง่าย

4.คั่วเครื่องเทศเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม นำเครื่องเทศรวมทั้งกระเทียมและรากผักชีไปคั่วไฟปานกลาง นานประมาณ 10 - 15 นาทีเพื่อให้มีกลิ่นหอมขึ้น ก่อนนำไปต้มรวมกับขาหมู

5.ต้มขาหมูและเครื่องเทศกับน้ำอุณหภูมิปกติ เพราะความร้อนที่เพิ่มขึ้นทีละน้อยจะค่อย ๆ ดึงรสชาติและกลิ่นหอมจากกระดูกและเครื่องเทศออกมาได้ดีกว่าใส่ลงไปต้มในน้ำที่เดือดแล้ว

6.ต้องต้มขาหมูให้นุ่มก่อนปรุงรส เพราะถ้าใส่เครื่องปรุงลงไปต้มทันทีจะทำให้น้ำตาลและเกลือรัดตัว ส่งผลให้ขาหมูไม่นุ่มถึงเนื้อใน จึงต้องต้มขาหมูให้สุกนุ่มด้วยไฟปานกลางนาน 2 ชั่วโมงเสียก่อนจึงค่อยปรุงรส

7.รสหวานหอมด้วยโอวัลติน เพราะในโอวัลตินมีส่วนผสมของน้ำตาลและโกโก้จึงช่วยให้มีกลิ่นหอม รสหวานมัน แถมยังให้สีน้ำตาลสวย

8.ต้มจนได้ที่แล้วแช่ตู้เย็นช่วยให้รสชาติซึมเข้าเนื้อ หลังปรุงรสเสร็จให้เคี่ยวต่ออีก 2 ชั่วโมง จึงปิดไฟ พักไว้ให้เย็นแล้วนำไปแช่ในตู้เย็น 1 วัน จึงนำมาอุ่นด้วยไฟอ่อนวิธีนี้จะทำให้รสชาติซึมเข้าถึงเนื้อได้ดีกว่าต้มเป็นเวลานานๆ ที่สำคัญหากต้มนานเกินไปขาหมูจะเปื่อยเละไม่เป็นชิ้นดูไม่น่ากิน

9.เลือกใช้ข้าวหอมมะลิเก่า เพราะเมื่อหุงสุกแล้วเมล็ดข้าวยังนุ่ม มียางน้อย เวลาราดน้ำขาหมูข้าวก็จะไม่แฉะ

10.เทคนิคทำผักกาดดองให้อร่อย เลือกใช้ผักกาดดองเปรี้ยว ใช้มีดตัดเป็นใบ ๆ แล้วล้างให้สะอาด จากนั้นนำผักกาดดองไปต้ม 1 ชั่วโมงด้วยไฟปานกลางจนสุกนุ่ม นำผักกาดดองที่ต้มแล้วล้างน้ำอีกครั้งจนคลายร้อน แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ บีบน้ำออกให้หมาด แล้วราดด้วยน้ำขาหมูเพื่อให้มีรสชาติ เตรียมเสิร์ฟ

ที่มาสูตร : สมศักดิ์ พิมลนอก
นิตยสาร Health and Cuisine

มาเจียวกากหมูขั้นเทพสุดฟินกินกันดีกว่า…..


ยังจำกันได้ไหมว่าตอนเด็กๆ เวลาคุณแม่เจียวกากหมูเพื่อเอาน้ำมันหมูเสร็จ อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น สิ่งที่ลอยขึ้นมาในห้วงความคิดคือ เราวิ่งเอาชามใบโตไปเตรียมใส่กากหมูร้อนๆจากกระทะที่เเม่เจียวเสร็จแล้วพร้อมกับน้ำปลาดี เหยาะใส่บนกากหมู ไปนั่งกินใต้โคนต้นไม้สบายเฉิบ
วันนี้เอาวิธีเจียวกากหมูขั้นเทพมาแบ่งบันกัน มาดูกันเลย
  1. วัตถุดิบ
    1. มันหมูแข็ง หรือสามชั้นแบบไม่ติดหนัง หั่นเต๋า
    2. น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง
    3. กระเทียมปอกเปลือก 100 กรัม ทุบพอแหลก
    4. เกลือ 1 ช้อนชา
    วิธีทำ
    1. นำมันหมูใส่ลงไปในกระทะ เทน้ำเปล่าตามลงไป เปิดไฟแรงสุด เคี่ยวจนน้ำมันออกมาจากหมู และตั้งไฟไปเรื่อยๆ จนเดือด
    2. เมื่อเดือดแล้วจะเห็นน้ำเป็นสีขาวขุ่น แล้วมันจะค่อยๆ ใสขึ้น เมื่อเห็นว่ามันเริ่มใสขึ้นให้เบาไฟเป็นไฟกลาง
    3. เจียวต่อไปเรื่อยๆจนกากหมูเริ่มเป็นสีเหลือง เริ่มใกล้ๆ กรอบแห้งแล้วให้ใส่กระเทียมทุบตามลงไป
    4. เจียวจนหมูเป็นสีเหลืองทอง กรอบกำลังดีและกระเทียมเหลืองกรอบไปพร้อมๆ กัน (ระวังอย่าให้กระเทียมไหม้) ให้รีบตักขึ้นสะเด็ดน้ำมันทันที
    5. เมื่อสะเด็ดน้ำมันแล้วโรยเกลือเล็กน้อย คลุกเคล้าให้ทั่วเพื่อลดความชื้นของกากหมู เก็บในภาชนะอย่างดีสามารถอยู่ได้หลายวัน
    6. ส่วนน้ำมันที่เหลือสามารถนำไปทำอาหารต่อได้
ขอบคุณแหล่งที่มา MTHAI

ขอนำเสนอเมนูเอาใจคนทานปลา เมนูนี้มีชื่อว่า"ปลาโฉมงาม"...มาดูวิธีทำกัน


ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่)
เนื้อปลาเก๋าหั่นชิ้นพอคำ 300 กรัม
กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
ขิงอ่อนซอย 1 ช้อนโต๊ะ
ต้นหอมหั่นเป็นท่อน ¼ ถ้วย
พริกชี้ฟ้าแดงซอย
เป็นเส้นบาง 1 ช้อนโต๊ะ
เต้าเจี้ยว ½ ถ้วย
น้ำมะขามเปียก 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 1 ช้อนชา
น้ำสต๊อก ½ ถ้วย
หอมเจียว ¼ ถ้วย
แป้งข้าวโพด ½ ถ้วย
น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
พริกแห้งทอด ต้นหอม และผักชี สำหรับโรยหน้า
น้ำมันพืชสำหรับทอด

วิธีทำ
1. คลุกปลาเข้ากับแป้งข้าวโพดให้ทั่ว ทอดในน้ำมันร้อนจัดพอเหลืองกรอบ ตักขึ้นพักไว้

2. ทำซอสโดยตั้งน้ำมันในกระทะพอร้อน ใส่กระเทียมผัดจนหอมตามด้วยขิง จากนั้นใส่เต้าเจี้ยวแล้วผัดต่อสักครู่ ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำส้มสายชู น้ำตาลปิ๊บน้ำปลาใส่น้ำสต๊อกแล้วเคี่ยวจนซอสข้น ปิดไฟใส่ต้นหอมและพริกชี้ฟ้าแดง

3. จัดเสิร์ฟโดยจัดปลาทอดลงจาน โรยหอมเจียว พริกแห้งทอดต้นหอม ผักชี เสิร์ฟเคียงกับซอส

เรื่อง : กรองกาญน์ ชัยยะปะปัง เมนูจาก : “ปอ - ศีกัญญา – กอล์ฟ - ณ ชนก”
นิตยสาร Health and Cuisine